วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

gravity

ความโน้มถ่วง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


ความโน้มถ่วงทำให้ดาวเคราะห์ต่างๆ ยังคงหมุนรอบดวงอาทิตย์ ไม่หลุดออกจากวงโคจร (ภาพไม่เป็นไปตามอัตราส่วน)
ความโน้มถ่วง (อังกฤษgravity) หรือ แรงโน้มถ่วง (อังกฤษgravitational force) ในทางฟิสิกส์ คือแรงที่กระทำระหว่างมวล แรงโน้มถ่วงเป็นหนึ่งในสี่แรงหลัก ซึ่งประกอบด้วย แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน และ แรงนิวเคลียร์แบบเข้ม ในจำนวนแรงทั้งสี่แรงหลัก แรงโน้มถ่วงมีค่าน้อยที่สุด ถึงแม้ว่าแรงโน้มถ่วงจะเป็นแรงที่เราไม่สามารถรับรู้ได้มากนักเพราะความเบาบางของแรงที่กระทำต่อเรา แต่ก็เป็นแรงเดียวที่ยึดเหนี่ยวเราไว้กับพื้นโลก แรงโน้มถ่วงมีความแรงแปรผันตรงกับมวล และแปรผกผันกับระยะทางยกกำลังสอง ไม่มีการลดทอนหรือถูกดูดซับเนื่องจากมวลใดๆ ทำให้แรงโน้มถ่วงเป็นแรงที่สำคัญมากในการยึดเหนี่ยวเอกภพไว้ด้วยกัน
นอกเหนือจากความโน้มถ่วงที่เกิดระหว่างมวลแล้ว ความโน้มถ่วงยังสามารถเกิดขึ้นได้จากการที่เราเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ตามกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน เช่น การเพิ่มหรือลดความเร็วของวัตถุ การเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ เป็นต้น
Gravitation (English: gravity) or gravity (English: gravitational force) in physics is the force acting between the masses. Gravity is one of the main force. Which include gravity, the electromagnetic force. Weak force and the strong force. All four of the main force. Gravity is minimal. Although gravity is a force that we can not know too much about it because the light of the forces acting on us. However, it is the only thing holding me to the ground. Gravity is a force proportional to their mass. And inversely proportional to the distance squared. No attenuation or absorption of any mass. Gravity is the force that makes it very important to hold the universe together. 
In addition to the gravity of the mass. Gravity can also arise from the fact that we changed to follow Newton's laws of motion, such as increasing or decreasing the speed of the object. To change the direction of travel, etc.

แรงโน้มถ่วง

การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์

หม่​​ในทฤษฎีแรงโน้มถ่วงเริ่มต้นด้วยการทำงานของกาลิเลโอ กาลิเลอีในปลายศตวรรษที่ 16 และต้นศตวรรษที่ 17 ในการทดลองที่โด่งดังของเขา (แม้ว่าหลักฐานที่อ้างอิงเกี่ยวกับเรื่องนี้อาจจะเป็นคัมภีร์นอกสารบบ) คือการทดลองปล่อยลูกบอลจากหอเอนเมืองปิซา,

The Scientific Revolution 
In the gravity theory began with the work of Galileo. Galilei in the late 16th century and early 17th century in his famous experiments. (Although the evidence that this may be a reference to the Biblical Scholar) is an experimental release the ball from the Leaning Tower of Pisa.

กฎความโน้มถ่วงของนิวตัน Newton's law of gravitation


ความโน้มถ่วงระหว่างวัตถุสองอัน
ในปี พ.ศ. 2230 ไอแซก นิวตัน ได้ค้นพบกฎความโน้มถ่วงดังนี้
F = \frac{G m_1 m_2}{r^2}
{|
F || แทนความโน้มถ่วงระหว่างมวลทั้งสอง |- | G || แทนค่านิจโน้มถ่วงสากล |- | m1 || แทนมวลของวัตถุแรก |- | m2 || แทนมวลของวัตถุที่สอง |- | r || แทนระยะห่างระหว่างวัตถุทั้งสอง |}
นั่นคือความโน้มถ่วงแปรผันตรงกับมวล (มวลมากก็มีความโน้มถ่วงมาก) และแปรผกผันกับระยะห่างกำลังสอง (ระยะห่างมากก็มีความโน้มถ่วงน้อย)

ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

Albert Einstein ได้เผยแพร่ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปในปี พ.ศ. 2459 โดยเนื้อหาแสดงถึงการอธิบายความโน้มถ่วงที่มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษและกฎความโน้มถ่วงของนิวตันในรูปแบบของกาลอวกาศ (อังกฤษSpacetime) เชิงเรขาคณิตที่สามารถอธิบายได้ด้วยสมการสนามของAlbert Einstein (อังกฤษEinstein field Equation) ดังนี้
R_{\mu \nu} - {1 \over 2}g_{\mu \nu}\,R + g_{\mu \nu} \Lambda = {8 \pi G \over c^4} T_{\mu \nu}
R_{\mu \nu}แทน ริชชี่เทนเซอร์ความโค้ง (Ricci Tensor Curvature)
Rแทนความโค้งเชิงสเกลาร์ (Scalar Curvature)
g_{\mu \nu}แทนเมตริกซ์เทนเซอร์
\Lambda \!แทนค่าคงตัวจักรวาล (Cosmological Constant)
Gแทนค่านิจโน้มถ่วงสากล (Gravity Constant)
cแทนความเร็วแสง
T_{\mu \nu}แทนเทนเซอร์ความเค้น-พลังงาน (Stress-Energy Tensor)

ความโน้มถ่วงของโลก

จากกฎความโน้มถ่วงของนิวตัน แรงโน้มถ่วงของโลกที่กระทำกับมวลใดๆ จะขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างศูนย์กลางมวลของโลกกับศูนย์กลางมวลวัตถุยกกำลังสอง ดังนั้นแรงโน้มถ่วงของโลกบริเวณต่างๆ จึงมีค่าไม่เท่ากัน และเนื่องจากโลกมีการหมุนรอบตัวเองมีผลทำให้เกิดแรงหนีศูนย์กลาง แรงหนีศูนย์กลางนี้จะหักล้างกับแรงโน้มถ่วงของโลก แรงหนีศูนย์กลางจะมีค่ามากที่สุดบริเวณเส้นศูนย์สูตร และมีค่าน้อยที่สุดบริเวณขั้วโลก ผลของแรงหนีศูนย์กลางนี้ทำให้แรงโน้มถ่วงของโลกบริเวณเส้นศูนย์สูตรมีค่าน้อยกว่าแรงโน้มถ่วงของโลกบริเวณขั้วโลกเหนือ นอกจากนั้น โลกก็มิได้เป็นทรงกลมโดยสมบูรณ์ แต่แป้นตรงกลางเล็กน้อยคล้ายผลส้ม ทำให้ระยะห่างจากจุดศูนย์กลางของโลกถึงพื้นผิวโลกแปรผันไปตามละติจูด
สำหรับการคำนวณทางวิศวกรรมโดยทั่วไปความเปลี่ยนแปลงของค่าแรงโน้มถ่วงไม่ถือเป็นนัยสำคัญ จึงสามารถใช้ค่าเฉลี่ยของแรงโน้มถ่วงของโลกได้ โดยกำหนดให้ ความเร่งเนื่องจากความโน้มถ่วงของโลก (g) มีค่าเท่ากับประมาณ 9.81(~10) เมตรต่อวินาทีกำลังสอง
Earth's gravitational 
From Newton's law of gravitation. The force of gravity acting on any mass. Is based on the distance between the centers of mass of the Earth and the center of mass squared. The gravity of the area. Are not the same And because the world is spinning around itself with resultant centrifugal force. Centrifugal forces are offset against the force of gravity. Equatorial centrifugal force will be most valuable. And the minimum polar regions. The effect of centrifugal force, the force of gravity, making the equatorial region is less than the force of gravity at the north pole in the world is not a perfect sphere by. The middle pedal slightly orange. The distance from the center of the earth to the earth's surface varies according to latitude. 
For engineering calculations, in general, the dynamics of gravity is not considered significant. We can use the average of the force of gravity is determined by the Earth's gravitational acceleration (g) is equal to about 9.81 (~ 10) meters per second squared.

Big Bang

กำเนิดเอกภพ(Big Bang)

ทฤษฎีบิกแบง


ทฤษฎี “บิกแบง” (Big Bang Theory) เป็นทฤษฎีทางดาราศาสตร์ที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจักรวาล ปัจจุบันเป็นทฤษฎีที่เป็นที่เชื่อถือและยอมรับมากที่สุด ทฤษฎีบิกแบงเกิดขึ้นจากการสังเกตของนักดาราศาสตร์ที่ว่า ขณะนี้จักรวาลกำลังขยายตัว ดวงดาวต่าง ๆ บนท้องฟ้ากำลังวิ่งห่างออกจากกันทุกที เมื่อย้อนกลับไปสู่อดีต ดวงดาวต่างๆ จะอยู่ใกล้กันมากกว่านี้ และเมื่อนักดาราศาสตร์คำนวณอัตราความเร็วของการขยายตัวทำให้ทราบถึงอายุของจักรวาลและการคลี่คลายตัวของจักรวาล รวมทั้งสร้างทฤษฎีการกำเนิดจักรวาลขึ้นอีกด้วย ตามทฤษฎีนี้ จักรวาลกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านปีที่แล้ว ก่อนการเกิดของจักรวาล ไม่มีมวลสาร ช่องว่าง หรือกาลเวลา จักรวาลเป็นเพียงจุดที่เล็กยิ่งกว่าอะตอมเท่านั้น และด้วยเหตุใดยังไม่ปรากฏแน่ชัด จักรวาลที่เล็กที่สุดนี้ได้ระเบิดออกอย่างรุนแรงและรวดเร็วในเวลาเพียงเศษเสี้ยววินาที (Inflationary period) แรงระเบิดก่อให้เกิดหมอกธาตุซึ่งแสงไม่สามารถทะลุผ่านได้ (Plasma period) ต่อมาจักรวาลที่กำลังขยายตัวเริ่มเย็นลง หมอกธาตุเริ่มรวมตัวกันเป็นอะตอม จักรวาลเริ่มโปร่งแสง ในทางทฤษฎีแล้วพื้นที่บางแห่งจะมีมวลหนาแน่นกว่า ร้อนกว่า และเปล่งแสงออกมามากกว่า ซึ่งต่อมาพื้นที่เหล่านี้ได้ก่อตัวเป็นกลุ่มหมอกควันอันใหญ่โตมโหฬาร และภายใต้กฎของแรงโน้มถ่วง กลุ่มหมอกควันอันมหึมานี้ได้ค่อยๆ แตกออก จนเป็นโครงสร้างของ “กาแลกซี” (Galaxy) ดวงดาวต่าง ๆ ได้ก่อตัวขึ้นในกาแลกซี และจักรวาลขยายตัวออกอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

นักดาราศาสตร์คำนวณว่าจักรวาลว่าประกอบไปด้วยกาแลกซีประมาณ ๑ ล้านล้านกาแลกซี และแต่ละกาแลกซีมีดาวฤกษ์อย่างเช่นดวงอาทิตย์อยู่ประมาณ ๑ ล้านล้านดวง และสุริยจักรวาลของเราอยู่ปลายขอบของกาแลกซีที่เรียกว่า “ทางช้างเผือก” (Milky Galaxy) และกาแลกซีทางช้างเผือกก็อยู่ปลายขอบของจักรวาลใหญ่ทั้งหมด เราจึงมิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาลเลย ไม่ว่าจะในความหมายใด

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ดาวเทียม “โคบี” (COBE) ขององค์การนาซ่าแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกส่งขึ้นไปเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของจักรวาลโดยเฉพาะ ได้ค้นพบรังสีโบราณ ซึ่งบ่งบอกถึงโครงสร้างของจักรวาลขณะเมื่อจักรวาลมีอายุเพียง ๓๐๐,๐๐๐ ปี นับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่ยืนยันว่า จักรวาลกำเนิดขึ้นมาจากจุดเริ่มต้นของการระเบิด และคลี่คลายตัวตามคำอธิบายในทฤษฎี “บิกแบง” จริง เมื่อได้ทฤษฎีการกำเนิดจักรวาลแล้ว นักดาราศาสตร์ก็สนใจว่าจักรวาลจะสิ้นสุดลงอย่างไร มีทฤษฎีที่อธิบายเรื่องนี้อยู่ ๓ ทฤษฎี ทฤษฎีแรก กล่าวว่า

เมื่อแรงระเบิดสิ้นสุดลง มวลอันมหึมาของกาแลกซีต่างๆ จะดึงดูดซึ่งกันและกัน ทำให้จักรวาลหดตัวกลับจนกระทั่งถึงกาลอวสาน ทฤษฎีที่สอง อธิบายว่า จักรวาลจะขยายตัวในอัตราช้า ๆ จึงเชื่อว่าน่าจะมี “มวลดำ”(dark matter) ที่เรายังไม่รู้จักปริมาณมหึมาคอยยึดโยงจักรวาลไว้ จักรวาลจะขยายตัวไปเรื่อยๆ จนยากแก่การสืบค้น ส่วนสตีเฟ่น ฮอว์กกิ้ง (Stephen Hawking) ได้เสนอทฤษฎีที่สามว่า จักรวาลจะขยายตัวในอัตราความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทฤษฎีบิกแบงนั้นได้รับการเชื่อมต่อด้วยทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolution Theory) ของชาร์ล ดาร์วิน (Charles Darwin) เมื่อโลกเย็นตัวลงนั้น ปฏิกิริยาเคมีจากมวลสารในโลกในที่สุดแล้วก่อให้เกิดไอน้ำ และไอน้ำก่อให้เกิดเมฆ และเมฆตกลงมาเป็นฝน ทำให้เกิดแม่น้ำ ลำธาร ทะเล และมหาสมุทร วิวัฒนาการนี้มีลักษณะแบบ “ก้าวกระโดด” (Emergent Evolution) เมื่อมีสารอนินทรีย์และน้ำปริมาณมหาศาลเป็นเวลาที่ยาวนาน ในที่สุดคุณภาพใหม่คือ “ชีวิต” ก็เกิดขึ้น คำว่า บิกแบง ที่จริงเป็นคำล้อเลียนที่เกิดจาก นักดาราศาสตร์ ชื่อ เฟรดฮอยล์ ซึ่งเขาดูหมิ่นและตั้งใจจะทำลายความน่าเชื่อถือของทฤษฎีที่เขาเห็นว่าไม่มีทางเป็นจริงอย่างไรก็ดี การค้นพบ ไมโครเวฟพื้นหลัง ในปี ค.ศ. 1964 ยิ่งทำให้ไม่สามารถปฏิเสธทฤษฎีบิกแบงได้ มีหลักฐานสำคัญพิสูจน์ความถูกต้องของทฤษฎีการเกิดของเอกภพตาม

ทฤษฎีการระเบิดครั้งใหญ่ประการหนึ่ง คือ ในปี ค.ศ. 1965 นักวิทยาศาสตร์ที่ บริษัท เบลล์ แลบอรอทอรี่ สหรัฐ ได้ยินเสียบรบกวนของคลื่นวิทยุดังมากจาก รอบทิศบนท้องฟ้า นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณได้แล้วว่า ถ้าหากเอกภพมีจุดกำเนิด จากปฐมดวงไฟในจักรวาลเมื่อประมาณ 1.1 x 1010-1.8x1010 ปีมาแล้ว ตาม ทฤษฎีการระเบิดครั้งใหญ่ของจักรวาลพลังงานที่ยังหลงเหลืออยู่ในการระเบิด ครั้งใหญ่จะต้องค้นหาพบได้ในปัจจุบัน และจะมีอุณหภูมิประมาณ 3 องศาเหนือ ศูนย์องศาสมบูรณ์ เนื่องจากพลังงานจะแผ่ออกมาเป็นไมโครเวฟ มีความยาวคลื่น น้อยกว่า 1 ม.ม. ผลจากการได้ยินเสียงคลื่นไม่โครเวฟดังมากจากรอบทิศทางบน ท้องฟ้าดังกล่าว เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทำการวัดอย่างระมัดระวังทำให้นักวิทยาศาสตร์ แน่ใจว่า การแพร่ของคลื่นไมโครเวฟ บนท้องฟ้าทั่วทิศทาง คือ ส่วนที่หลงเหลือ จากการระเบิดครั้งใหญ่ของจักรวาล

ภายหลังเกิดบิกแบง

ขณะที่เอกภพขยายตัวภายหลังเกิดบิกแบงสสารก็เคลื่อนที่ไปทุกทิศทาง แรงโน้มถ่วงเริ่มทำงาน แรงโน้มถ่วง คือ สิ่งที่ควบคุมเอกภพ เป็นแรงดึงวัตถุเข้าหากัน เราเรียกแรงดึงดูด เช่นนี้ว่า แรงโน้มถ่วง วัตถุที่มีมวลสารมากจะมีแรงโน้มถ่วงสูง แรงโน้มถ่วงทำให้วัตถุอย่างอยู่ด้วยกัน ดังนั้นเมื่อเอกภพมีอายุเพียง 1 ล้านปี สสารในรูปของไฮโดรเจนและฮีเลียมก็เริ่มยึดเหนี่ยวกันเป็นก้อน เรียกว่า กาแล็กซีที่ยังไม่คลอด(protogalaxy) นี่คือจุดเริ่มต้นของการเกิดกาแล็กซีต่อไป ก้อนก๊าซขนาดเล็กที่อยู่ภายในกลายเป็นดาวฤกษ์ กาแล็กซีที่ยังไม่คลอดก็เหมือนกระจุดดาวฤกษ์ขนาดมหิมาหรือกาแล็กซีแคระ อยู่กันเป็นกลุ่มและเป็นโครงสร้างหลักของกาแล็กซี กาแล็กซีที่ยังไม่คลอดทั้งหลายถูกยึดเหนี่ยวเข้าด้วยกัน ด้วยแรงโน้มถ่วงจึงเกิดการรวมกันเป็นกาแล็กซีในช่วงแรกจะมีขนาดเล็กและมีรูปร่างแปลก ในที่สุดกาแล็กซีที่ยังไม่คลอดหลายแห่งก็รวมกันกลายเป็นกาแล็กซีแบบสไปรัสหรือรูปไข่อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่มันยังไม่สิ้นสุดแค่นี้ ภายในกาแล็กซีต่าง ๆ ยังมีดาวฤกษ์เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ตัวกาแล็กซีเองก็อาจชนกันหรือรวมกัน ทุกวันนี้ภายในกาแล็กซีทางช้างแผือกยังมีดาวฤกษ์จำนวนมากกำลังเกิดใหม่และกำลังดึงกาแล็กซีเล็กๆข้างเคียงเข้ามา

ทำไมกำเนิดของเอกภพจึงเป็น BIG BANG (การระเบิดใหญ่)


ถ้าเอกภพกำลังขยายตัวก็แสดงว่าถ้าเราย้อนเวลากลับไปในอดีต เอกภพก็ต้องมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ยิ่งย้อนเวลามากก็ยิ่งเล็กลง แล้วเมื่อเล็ก ลงอย่างที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น เอกภพจะลดลงจนสลายไปหรือหวังว่าจะมีจุดหนึ่งที่เอกภพกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดจะเห็นว่าเราจะต้องเกี่ยวข้องกับ การเริ่มของเอกภพทั้งนั้น ผู้แรกที่เริ่มศึกษาปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังคือนักฟิสิกส์ซึ่งเกิดที่รัสเซียชื่อ กามอฟ แต่ภายหลังอพยพไปอยู่อเมริกาในช่วง ปี 1948 ที่จริงกามอฟไม่ได้ตั้งใจที่จะคิดค้นเกี่ยวกับการเริ่มของเอกภพตั้งแต่ตอนแรก แต่ระหว่างที่เขากำลังคิดค้นเกี่ยวกับการเกิดของธาตุ เขาก็ได้ บรรลุถึงข้อสรุปว่า เอกภพจะต้องเกิดขึ้นด้วย BIG BANG

Theory of the origin of the solar system

ทฤษฎีการกำเนิดระบบสุริยะ (Theory of the origin of the solar system)


1. ทฤษฎีจุดกำเนิดระบบสุริยะของบูฟง (Georges Louis leclere Buffon)






2. ทฤษฎีจุดกำเนิดระบบสุริยะของ ลาพลาส (Piere Simon Laplace)

       โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ ลาพลาส ได้ร่วมงานกับ คานท์ เมื่อ พ.ศ. 2349 เสนอว่า ระบบสุริยะเกิดมาจากมวลของกลุ่มก๊าซฝุ่นละออง หมอกควัน ซึ่งมีขนาดใหญ่และร้อนจัด รวมกลุ่มกันหมุนรอบตัวเองอย่างช้า ๆ ทำให้มีมวลขนาดใหญ่ขึ้น ยุบตัวลง อัดแน่นมากขึ้น หมุนเร็วมากขึ้น ทำให้มวลบางส่วนหลุดออกมาเป็นวงแหวน และวงแหวนมีการหมุนจนหดตัวเป็นดาวเคราะห์ โลก และวัตถุอื่น ๆ ในระบบสุริยะ จึงเรียกทฤษฎีของคานท์และลาพลาสว่า “The Nebula Hypothesis”


3. ทฤษฎีจุดกำเนิดระบบสุริยะของเจมส์ ยีนส์ (Sir James Jeans       

                นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ พ.ศ. 2444 เสนอทฤษฎีว่าด้วยแรงดึงดูดระหว่างกัน (Tidal Theory หรือ Two-star) ก่อนหน้านั้น เมื่อ พ.ศ.2443 มีนักวิทยาศาสตร์อเมริกัน คน คือ โทมัน แซมเบอร์ลิน (Thomas Chamberlin) และ เอฟ. อาร์. โมลตัน (F. R. Moulton) โดยใช้หลักการของ บูฟง และเชื่อว่าเนื้อสารของดวงอาทิตย์ในตอนแรกนั้นน่าจะกระจายเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนแล้ว มารวมกันเป็นก้อนใหญ่ขึ้นและหลอมรวมกันเป็นดาวเคราะห์ โลก และวัตถุอื่น ๆ ในระบบสุริยะ
4. ทฤษฎีจุดกำเนินระบบสุริยะของ เฟรด ฮอยล์ (Fred Hoyle) และ ฮานส์ อัลเฟน (Hans Alphen)

                นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ พ.ศ. 2493 เสนอทฤษฎีว่าด้วยกลุ่มเมฆหมอก (Interstellar Cloud Theory) โดยกล่าวสนับสนุน คานท์ และลาพลาส แต่เชื่อว่ามีดวงอาทิตย์เกิดขึ้นก่อน แล้วมีแสงสว่างภายหลัง ส่วนกลุ่มเมฆหมอกที่อยู่รอบดวงอาทิตย์ ก็จะหมุนและถูกดูดจนอัดแน่นรวมกันเป็นดาวเคราะห์ โลก และวัตถุอื่น ๆ ในระบบสุริยะ

5. ทฤษฏีการเปล่งแสง (Supernova Theory) หรือดาวแฝด (Binary Star)

                กล่าวว่ามีดวงอาทิตย์ ดวง ดึงดูดกันจนทำให้อาทิตย์อีกดวงเปล่งแสงมากขึ้นจนแตกเป็นชิ้นส่วนมากมาย และถูกแรงดึงดูดของอาทิตย์ให้หมุนรอบจนรวมตัวกันเป็นดาวเคราะห์ โลก และวัตถุอื่น ๆ ในระบบสุริยะ

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

How to Create Your Blog with www.blogger.com สร้างบล็อกอย่างไร

How to Create Your Blog with www.blogger.com สร้างบล็อกอย่างไร

               

         Kongkit Phachalaem M.2/4 No.2   : tatoka256@gmail.com

                                                              http://picta55.blogspot.com
They are energetic schoolkids who love to learn and learn to develop their competencies.
พวกเขาเป็นนักเรียนที่เอางานเอาการ รักการเรียน และเรียนรู้ที่จะพัฒนาสมรรถนะในการเรียนของตนเอง



1. After you had signed in Google Mail Service and then you had your own Gmail, well, you are now the one who can ask for your blog creation with www.blogger.com using your Gmail.

หลังจากที่นักเรียนได้ไปลงทะเบียนขอมี Gmail account กับ Google แล้ว  นักเรียนก็สามารถเข้าไปขอสร้าง Blog กับ blogger.com โดยใช้ Gmail address ที่นักเรียนขอไว้แล้วนั่นเอง  [Gmail และ Blogger เป็นของ Google เหมือนกัน จึงไปกันได้ด้วยดี)



2. After entering your Gmail with its password, the "Welcome Screen" of Blogger appears and confirms that you have just passed its regulation. Now you can either add your profile details or skip to the next step.
ถ้ากรอกถูกต้อง นักเรียนก็จะมาพบกับหน้าจอ ตอบรับของ blogger  ตรงนี้นักเรียนอาจจะเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเองลงไปใน Profile ก็ได้  หรืออาจจะข้ามไปก็ได้ 

You can give more details of your profile or you can skip to the next step by clicking the orange button.

3. See "New Blog" and click, wow, to create your blog any way!!!
หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่หน้าจอที่บอกว่า ให้นักเรียนสร้างบล็อกได้  ก็ทำง่ายๆ เพียงแค่คลิกที่ "บล็อกใหม่"  








4. Yeah!, you have to fill some fields related to your new blog e.g.   titleaddress and template. But you can pass this task easily. Or you can skip it. (Because you can change these options any time).
 หลังจากที่คลิกบล็อกใหม่  นักเรียนก็จะมาพบกับหน้าจอที่เขียนว่า รายการบล็อก  นักเรียนก็จะต้องกรอกที่อยู่ของบล็อก  ซึ่งนักเรียนก็กรอกตามที่ครูกำหนด คือเลขประจำตัว 4 หลัก ตามด้วยตัวอักษรของชื่อ  ในภาพเป็นบล็อกของครูที่ทำเป็นตัวอย่าง  (ของนักเรียนต้องดูภาพล่างถัดจากภาพนี้) 



===> เมื่อกรอกถูกแล้วก็ยืนยันว่า สร้างบล็อก


5. You can select "Settings Option" to change the style/template of your blog anyway and anytime.
นักเรียนสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่กำหนดไว้ของบล็อกได้  โดยไปเลือกที่การตั้งค่า
หรือเปลี่ยนรูปแบบ/แม่แบบ ก็ยังได้  (ดังรูปข้างล่างนี้)




6. Well, you can start your post now.  See the sample below.
ลงมือสร้างบทความ (POST)  ดังตัวอย่าง หลังจากนั้นก็เผยแพร่ (Publish)


7.  When you select the option "View Blog", your blog with your post will appears like the following. 

เมื่อเราเรียกดูบล็อก (View blog)  ก็จะมีหน้าตาทำนองนี้ ดังตัวอย่าง




======================================================================

There are any students complain that they have no Internet connection at home, so they can never create their blog. The teacher realizes the problems. But the cops (the fans of Liverpool Football Club) say, "You'll never walk alone", be sure you still have friends who can help you. Look for a star that guides you to the way out.

มีนักเรียนส่วนหนึ่งมาปรับทุกข์ว่า ที่บ้านไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ เลยไม่อาจจะสร้างบล็อกได้  เรื่องนี้ครูผู้สอนเองก็ตระหนักอยู่แล้ว  แต่ช้าก่อน.... สาวกหงส์แดง หรือพวกเดอะค็อป (แฟนคลับสโมสรลิเวอร์พูล) บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า "คุณ..จะไม่มีวันได้เดินเผชิญเหตุคนเดียว.."  (เพราะพวกเราจะเดินไปพร้อมๆ กัน ช่วยเหลือกัน ไม่ทิ้งกัน..น่ะสิ)  ... เพราะฉนั้นนักเรียนที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตที่บ้าน... ก็ไม่ใช่ประเด็นที่เป็นปัญหา... เพราะว่า เราก็ยังมีเพื่อนๆ.. เพื่อนๆ ที่พร้อมจะช่วยเหลือเรา ...เพียงแต่เราต้องหา... ดาวดวงนั้น (เพื่อนสักคน) ให้เจอ  ดวงดาวที่จะช่วยนำเราไปสู่ทางออก.. 

======================================================================

YOU ARE EXPECTED TO START CREATING YOUR BLOG NOW. 
Please don't say "never" again, do you?


ก็หวังว่า นักเรียนคงจะสามารถสร้างบล็อกเบื้องต้นได้แล้ว ขอเพียงแต่ว่า ต้องรีบไปทดลองทำทันที  ถ้านักเรียนมัวผลัดวันประกันพรุ่ง ครูรับรองว่า นักเรียนก็จะยังทำไม่ได้  หรือ "ไม่ได้ทำ"

  by  Kongkit Phochalaem M.2/4 No.2 
       tatoka256@gmail.com 

     


Before we go for it, the ICT core course of Mattayom 2 (Grade 8) :  O22101 Occupation and Technology, we should know about its background.  Yes, what to be known is the Basic Education Core Curriculum B.E. 2551. The curriculum is the guide star that helps us what/how to manage the course and the class.  Because this is the core course , so the grade level indicators are what we have to follow.  There are four indicators (or learning outcomes).
                                                      
ก่อนที่นักเรียนจะเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ (เทคโนโลยีสารสนเทศ) ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (เทียบได้กับ grade 8 ของสากล)  อยากให้เราลองมาทำความเข้าใจกับหลักสูตรที่เราใช้เป็นแนวในการจัดการเรียนการสอนกันเสียก่อน  ในที่นี้จะให้นักเรียนดูทั้งสองภาษาเลย   



Former Kanchanapisek students (academic year 2005) : the best ever kids I have known.



หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

พุทธศักราช  ๒๕๕๑

THE BASIC EDUCATION CORE CURRICULUM

B.E. 2551 (A.D.2008)




กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
Learning Area of Occupations and Technology


สาระที่ ๓         เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร       
Strand 3:    Information and Communication Technology

มาตรฐาน ง ๓.    เข้าใจ เห็นคุณค่า และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบค้นข้อมูล
          การเรียนรู้  การสื่อสาร การแก้ปัญหาการทำ
งาน   
และอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีคุณธรรม                                                                                                                                                                                                                                     
    Standard O3.1:      Understanding, appreciationand efficient, effective and ethical use of information technology processes in searching for data, communicating, problem–solving, working and livelihood



ตัวชี้วัดชั้นปี    Grade level indicators


ม. ๒   Grade 8
1อธิบายหลักการเบื้องต้นของการสื่อสารข้อมูล  และเครือข่ายคอมพิวเตอร์
Explain basic principles of communicating data and computer networks
2อธิบายหลักการ  และวิธีการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
Explain principles and methods of problem-solving through information technology processes.
3ค้นหาข้อมูล และติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม
Search for data and communicate through computer networks morally and ethically.
4. ใช้ซอฟต์แวร์ในการทำงาน 
Use software for work



       หัวใจสำคัญก็คือ Indicators (ตัวชี้วัด)  สำหรับวิชาพื้นฐาน หรือวิชาแกน (Core course)   ซึงจะถูกกำหนดมาแล้วจากส่วนกลาง คือ ทุกโรงเรียนจะต้องสอนตามแนวนี้  ห้ามสอนน้อยไปกว่าที่กำหนด (แต่สอนเกินได้ หากผู้เรียนมีความพร้อม)    วิชาคอมพิวเตอร์พื้นฐาน (ง22101 การงานอาชีพและเทคโนโลยี 2 ) เรียนสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง   แต่ถ้าเป็นวิชาเลือก หรือวิชาเสริม (Extended course) จะไม่เรียกว่า Indicators  แต่จะเรียกว่า Learning outcomes (ผลการเรียนรู้)     ในกรณีวิชาคอมพิวเตอร์ ครูผู้สอนจะเป็นผู้กำหนดเองตามความเหมาะสม   ซึ่งในปีการศึกษา 2556 ครูผู้สอนกำหนดให้นักเรียนสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ในรูปของการสร้าง BLOG  โดยที่ วิชาเคอมพิวเตอร์เสริม (ง22230) เรียนสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง